Line ID: 086-5222313
 +662-731-2011

แฟรนไชส์ธุรกิจร้านตัดผมแกลมเมอร์

 ประวัติความเป็นมา GLAMMER SALON HISTORY

เริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539  เป็นต้นมาโดยเริ่มเปิดให้บริการเป็นร้านเล็กๆ ที่ซอยลาดพร้าว 101 กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งแต่เดิมใช้ชื่อว่า TIGI HAIRDRESSING ACADEMY และต่อมาเปลี่ยนเป็น TIGI HAIRCARE CENTER และเปลี่ยนมาเป็น GLAMMER SALON ในปี พ.ศ. 2545 ในที่สุดสาเหตุที่ GLAMMER SALON เกิดขึ้นเนื่องจากบริษัท แกลมเมอร์ เวย์ จำกัด อันเป็นบริษัทผู้ก่อตั้งกิจการ ได้นำเข้าผลิตภัณฑ์ HAIRCARE จากต่างประเทศมาจำหน่ายในเมืองไทยและมีช่างผมระดับโลกมาเปิดสอนให้ความรู้อยู่เป็นประจำ ทำให้เห็นช่องทางการขยายผลิตภัณฑ์ จากเดิมเฉพาะแต่สินค้าก็เริ่มมาเปิดขายบริการอีกด้วย

GLAMMER SALON CONCEPT แนวความคิด

 
ต้องการบริหารธุรกิจของตนเองอย่างเป็นเอกเทศไม่ขึ้นอยู่ภายใต้การบริหารของผู้อื่น อย่างเช่น ธุรกิจจะต้องไม่เสี่ยงกับการบริหารงานของศูนย์การค้าที่ GLAMMER SALON ตั้งอยู่เป็นต้น ดังนั้น GLAMMER SALON จึงมีแนวความคิดว่า ธุรกิจจะต้องตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นเอกเทศ (Stand Alone) และเมื่อเป็นเช่นนั้น GLAMMER SALON จึงมีแนวความคิดว่า จะต้องมีบริการอื่นๆ ควบคู่กับ GLAMMER SALON เสมอเพื่อเป็นการช่วยสนับสนุนให้ผู้มาใช้บริการเกิดความเพลิดเพลิน เช่น มี Cafe, Internet, Resturant เป็นต้น

GLAMMER SALON INVESMENT   ขนาดของการลงทุน

 

ด้วยแนวความคิดที่จะพยายามบริหารเป็นเอกเทศ กอปร กับประเทศไทยมีการสร้างอาคารพาณิชย์แทบทุกหนทุกแห่ง จึงทำให้ขนาดของการลงทุนไม่สูงนัก โดยประมาณจะอยู่ระหว่าง 500,000 บาท ถึง 1 ล้านบาทเท่านั้น จึงเป็นโอกาสทองของนักลงทุนรุ่นใหม่ ที่จะสามารถมีกิจการเป็นของตนเองได้ไม่ยากและลดความเสี่ยงในการลงทุนด้วยการเกื้อหนุนของบริษัทแม่ นำพาให้ธุรกิจก้าวหน้าสู่ความสำเร็จอย่างมั่นใจ

GLAMMER PHILOSOPHY ปรัชญา



  ด้วยนโยบายที่ไม่จำกัดเพียงแต่ บุคคลภายในบริษัทฯ เท่านั้น แต่ได้รวมเอานักออกแบบ ฝีมือดีจากหลากหลายสถาบันมาร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้ที่ GLAMMER EDUCATION แห่งนี้ สิ่งที่ทำให้บุคลากรเหล่านั้นเข้ากลุ่มกันได้ และเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่ทำให้เกิดความสามัคคี และทำงานไปในแนวทางเดียวกันภายใต้อุดมการณ์เดียวกัน นั้นคือปรัชญาของ GLAMMER EDUCATION SYSTEM ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
G = GEOMETRIC เข้าใจ มุมและองศาทางเรขาคณิต นักออกแบบของ GLAMMER จะต้องทำงานกันด้วยหลักเหตุและผล เข้าใจวิธีการทำงานในเชิงเลขาคณิตอันจะมีผลต่องาน ด้วยมุมและองศาต่าง ๆ เราจะไม่ทำงานจาการจดจำหรือเลียนแบบ

L = LEARNING เรียนรู้ ข้อมูลพื้นฐานของลูกค้าเฉพาะคน นักออกแบบของ GLAMMER จะต้องรู้จักนำเอาข้อมูลพื้นฐานของลูกค้า เช่น สภาพผม ผิวพรรณ อายุ อาชีพ การแต่งกาย ฯลฯ มาประกอบในการทำงาน เพื่อสร้างผลงานไปสู่ความเหมาะสมของลูกค้าแต่ละรายเฉพาะตัวบุคคล โดยจะไม่ทำงานโดยปราศจากข้อมูลพื้นฐาน

 A = ARTISTIC จินตนาการ ภาพผลงานสำเร็จเป็นภาพรวมการออกแบบอย่างเบ็ดเสร็จ อย่างมีศิลปะนักออกแบบของ GLAMMER จะปรึกษาหารือกับช่างออกแบบอื่นๆ ที่จะต้องทำงานร่วมกัน เพื่อผลงานที่ดีเลิศของตัวลูกค้า โดยจะไม่ทำงานแบบตัวใครตัวมัน โดยอ้างศิลปะของตน

M = MOTIF สร้างสรรค์ จุดเด่นและลดจุดด้อยของลูกค้าเฉพาะคน นอกเหนือการออกแบบให้ลูกค้าเป็นภาพรวมแล้ว นักออกแบบของ GLAMMER จะต้องเพิ่มเติมงานในการกระตุ้นจุดเด่น และลบจุดด้อยของลูกค้าแต่ละรายให้เป็นการเฉพาะบุคคล โดยจะไม่ละทิ้งสิ่งเหล่านั้นโดยข้ออ้างอิงใดๆ

M = MUTUAL สร้างผลงาน ให้เป็นที่พึงพอใจของทั้งสองฝ่ายนักออกแบบของ GLAMMER จะต้องทำการสัมภาษณ์ลูกค้า ต้องมีศิลปะในการพูด โน้มน้าวและประนีประนอม จนบรรลุถึงความต้องการของลูกค้าและตนเองนำมาร่วมกัน ประกอบการพิจารณาในการออกแบบ โดยจะไม่ถือว่าความต้องการของลูกค้าไม่ใช่องค์ประกอบในการทำงาน

E = ELABORATE ใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอนอย่างพิถีพิถัน นักออกแบบของ GLAMMER จะทำงานทุกขั้นตอนอย่างมีมาตรฐานและมีสมาธิ จะไม่ละเลยขั้นตอนใดๆ อันจะเป็นเหตุให้ผลงาน ด้อยคุณภาพโดยจะไม่ถือเอาเรื่องความเร็วเป็นเครื่องชี้ถึงความชำนาญ แต่จะถือเอาผลงาน เป็นเครื่องชี้ความสำเร็จ

R = RESPONSIBLE รับผิดชอบ ต่อลูกค้าทั้งที่ทำงานรวมทั้งเมื่อลูกค้ากลับไปดูแลตัวเองที่บ้าน นักออกแบบของ GLAMMER จะต้องไม่คิดถึงเพียงผลงานเฉพาะหน้า แต่จะต้องเป็นที่ปรึกษาลูกค้าตลอดไป จนลูกค้าสามารถดูแลตัวเองที่บ้านได้ โดยจะไม่ปิดบังข้อมูลใดๆ ที่ลูกค้าควรรู้

สิทธิประโยชน์เบื้องต้นที่ผู้ซื้อสิทธิ์จะได้รับ

( Franchise Benefit )

 1. การใช้เครื่องหมายการค้า
 GLAMMER SUCCESS
ทำไมต้องเปิด SALON ภายใต้ชื่อ GLAMMER ไม่เพียงแต่ภาพลักษณ์ และชื่อเสียงเท่านั้นที่ GLAMMER จะให้ท่านได้ แต่มันหมายถึง ความมั่นใจในความสำเร็จของธุรกิจเสริมสวยภายใต้ชื่อ GLAMMER อันเกิดจากระบบสนับสนุนที่ครบวงจร รวมทั้งการเป็นเพื่อนคู่คิดแลกเปลี่ยน ความรู้และเป็นที่ปรึกษาให้กับท่านทุกเวลาแม้ว่าท่านจะอยู่ในภาวะใด GLAMMER ก็จะพาท่านบรรลุเป้าหมาย สู่ความสำเร็จด้วยประสบการณ์และปัจจัยสนับสนุนที่ครบวงจรอย่างแท้จริง
GLAMMER ได้มีการจดทะเบียนไว้กับ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่ปี 2546 และได้แพร่หลายตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี เช่น ชนะเลิศรางวัล NAME CARD DESIGN AWARD 2009 จากเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส, London Int’l Awards 2009 ที่กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ นอกจากนี้เครื่องหมายการค้า GLAMMER ยังได้แพร่หลายไปยัง กองถ่ายละครทีวีแทบทุกค่าย, ละครเวที และเวทีกิจกรรมแฟชั่นต่างๆ มายาวนานและ ณ ปัจจุบัน GLAMMER เป็นเครื่องหมายการค้าที่เป็นที่ชื่นชอบในกัตมัณฑุและอีกหลายๆ เมืองในเนปาล อีกทั้งเมือง Guwahati ประเทศอินเดีย เครื่องหมายการค้า GLAMMER มีสัญลักษณ์คือสีฟ้า ซึ่งหมายถึงคลื่นลูกใหม่ ในวงการออกแบบทรงผม
 
2. การพัฒนาฝีมือสไตลิสต์เข้าสู่มาตรฐานสากล

GLAMMER EDUCATION    รร.ศูนย์การศึกษาศิลปะความงามนานาชาติ

เริ่มต้นจาก Training Center เมื่อ 10 ปีก่อนก่อนที่จะมาเป็น GLAMMER EDUCATION เต็มรูปแบบเมื่อปี พ.ศ. 2545 ภายใต้การรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ GLAMMER EDUCAION ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถผลิตนักออกแบบทรงผมที่มีคุณภาพสูงออกไปประกอบอาชีพในวงการความงามมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรที่สามารถปรับเปลี่ยนพื้นฐาน ให้ช่างผมเข้าสู่มาตรฐานเดียวกัน คือ Intensive Foundation ซึ่งทำให้การทำงานของนักออกแบบทรงผมของ GLAMMER มีมาตรฐานเป็นแนวเดียวกัน ไม่ทำงานแบบสไตล์ใครสไตล์มัน ดังนั้น ลูกค้าของ GLAMMER SALON สามารถให้ความไว้วางใจได้ ไม่ว่าคุณจะเข้า GLAMMER SALON สาขาใดๆ ก็จะได้รับการบริการและผลงานเป็นมาตรฐานเดียวกัน ทุกสาขาดังนั้นจึงเป็นการมั่นใจได้อย่างแน่นอนว่า GLAMMER SALON จะมีช่างผมที่ถูกฝึกอบรม ด้วยมาตรฐานระดับนานาชาติ และเป็นหนึ่งเดียวที่ลูกค้าพึงพอใจทุกสาขา
โรงเรียนสอนออกแบบทรงผมแกลมเมอร์ (Glammer Education) มีหลักสูตรที่สามารถเปลี่ยนทั้งฝีมือการทำงานและทัศนวิสัยของช่างผมให้เข้าสู่มาตรฐานสากลได้ภายในระยะเวลาสั้นเพียง 1 เดือน และมีบันไดให้สไตลิสต์เหล่านั้นก้าวเดินขึ้นไปถึง 7 ชั้น โดยเราจะสามารถวัดความสามารถของสไตลิสต์ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะทำให้ผู้ซื้อสิทธิ์สามารถส่งช่างผมเข้ามาอบรมได้ตลอดเวลา ขจัดปัญหาการขาดช่างฝีมือ หรือหากช่างผมมีปัญหาลาออก ลูกค้าผู้ใช้บริการก็จะไม่ติดช่างตามไปเสียทั้งหมด แต่กลับมั่นใจที่จะใช้บริการต่อกับช่างคนอื่นๆ ที่ได้รับรองมาตรฐานจากเราเหมือนกัน
            ผู้ซื้อสิทธิ์สามารถส่งช่างผมเข้าอบรม
เพื่อรับใบรับรองเป็นสไตลิสต์
ของแกลมเมอร์ได้สูงสุดถึง
5 ท่าน ในการเปิดตัวครั้งแรก
และได้ส่วนลด 50% ในการ
ส่งมาอบรมในระยะเวลาต่อ
จากนั้นตลอดอายุสัญญา
แฟรนไชส์
3. โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการบริหารซาลอน 
GLAMMER TECHNOLOGY  โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการบริหาร
GLAMMER SOFTWARE คือ ชอฟแวร์โปรแกรมที่บริษัทฯ ได้ผลิตขึ้นเพื่อการบริหารสถานความงามโดยเฉพาะ โปรแกรมนี้จะมีประโยชน์ต่อการทำงานทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสต็อกสินค้า การคำนวณผลประโยชน์ของช่าง การจัดลำดับกิจการทำงานการตลาด ข้อมูลลูกค้า เป็นต้น และที่สำคัญคือทุกๆ สาขาเราใช้ระบบการ Online ถ่ายเทข้อมูลได้ฉับไว เพื่อตอบสนองโลกาภิวัตน์ และทำให้ GLAMMER SALON  ทุกสาขาสามารถติดต่อสื่อสารกับบริษัทแม่ได้ทุกๆ เวลาอย่างต่อเนื่อง
แกลมเมอร์ได้ออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้สำหรับซาลอนโดยเฉพาะทำให้ซาลอนที่ใช้มีระบบความปลอดภัย ป้องกันการทุจริต สะดวกในการคำนวณผลประโยชน์ของสไตลิสต์ บันทึกประวัติลูกค้า ประวัติการทำเคมี ทำให้ผู้ร่วมงานมีความขยันกระตือรือล้นในการทำงานเนื่องจากเขาจะได้รับรายได้จากการสะสมแต้มการทำงานอีกทั้งโปรแกรมจะช่วยควบคุมระบบสต็อกสินค้าไม่ให้มีการรั่วไหลอีกด้วย
            ผู้ซื้อสิทธิ์จะได้รับการติดตั้งโปรแกรมมูลค่า 25,000 บาท ฟรีลงเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ซื้อสิทธิ์เอง 1 ครั้ง หากมีปัญหาเรื่องโปรแกรมจนต้องลงโปรแกรมใหม่ จะได้ส่วนลดเหลือเพียงโปรแกรมละ 10,000 บาทเท่านั้น
 
4. การตลาด (Marketing)
 การโฆษณาประชาสัมพันธ์
ด้วย GLAMMER มีธุรกิจครบวงจรเกี่ยวกับซาลอนจนถือได้ว่าเราคือ SALON SYSTEM EXPERT ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ในซาลอน โรงเรียนเสริมสวย ผลิตภัณฑ์แต่งหน้า อุปกรณ์สำหรับทำผม ทุกๆ ธุรกิจของเราคือ GLAMMER ดังนั้นทุกๆ ครั้งที่มีการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใดหรือสื่อใด GLAMMER ย่อมเป็นเครื่องหมายการค้าที่ผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการ ย่อมให้ความไว้วางใจและภักดีต่อแบรนด์นี้ เพราะตลอดกว่า 10 ปี ที่ผ่านมาแกลมเมอร์จะพยายามไม่ทำให้ผู้บริโภคผิดหวังอาจเป็นเพราะ GLAMMER คำนึงถึงคุณภาพมากกว่าปริมาณตลอดมา
            นอกจากนี้ GLAMMER ยังได้ร่วมกับสถาบันอื่นๆ ในการทำกิจกรรม เช่น ค่ายละครต่างๆ ภาพยนตร์ แฟชั่นโชว์ ฯลฯ ดังนั้น ทุกๆ ครั้งที่ GLAMMER ปรากฏต่อสายตาประชาชน นั่นย่อมหมายถึง GLAMMER SALON   จะได้รับประโยชน์จากผลพวงแห่งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ นั้นอย่างตีค่าไม่ได้
แกลมเมอร์มีแผนการ   สร้าง  Brand แบบ Family Brand นั่นหมายถึงการใช้ แบรนด์ในทุกภาคส่วนของธุรกิจเป็นแบรนด์เดียวกัน และโปรโมทแบรนด์ร่วมกันจึงทำให้การขับเคลื่อนในการสร้าง     แบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก (Brand Awareness) รวดเร็วยิ่งขึ้น แกลมเมอร์ได้ประชาสัมพันธ์แบรนด์ไปกับการร่วมกิจกรรมมากมายมายาวนาน   เช่นการ สนับสนุนละครช่อง 7 สีมาตลอด 10 ปีทำให้ดาราซุปเปอร์สตาร์ได้สัมผัสกับแบรนด์แกลมเมอร์
สนับสนุนห้างเซ็นทรัล, จัดงาน “Central Denim Live”,
 สนับสนุนงานประกวด, Super Model Kids, สนับสนุนรายการ Only the Lonely, จัดงาน Hair Show 
Hair Seminar มากมายหลายปีต่อเนื่อง ดังนั้นผู้ซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์ จะได้รับเชิญเข้าร่วมงาน ได้รับการ โปรโมท ในฐานะเป็นสายเลือดแกลมเมอร์ด้วยกัน เพื่อจะได้ผลักดันให้ธุรกิจก้าวหน้าไปพร้อมๆกัน
 
 5. การใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงในราคาพิเศษกว่า 
 PRODUCTS ผลิตภัณฑ์
ด้วยแกลมเมอร์เป็นทั้งบริษัทผู้นำเข้าและผลิตสินค้าดูแลเส้นผม ผู้ซื้อสิทธิ์ย่อมได้รับสิทธิ์ในการสั่งซื้อสินค้าในราคาพิเศษสุด ทำให้เพิ่มพูนผลกำไรจากการจำหน่ายสินค้า อีกทั้งสินค้าเป็นแบรนด์ของแกลมเมอร์เองย่อมทำให้ลูกค้ามั่นใจว่า แกลมเมอร์ซาลอน จะใช้เพียงแต่สินค้าที่มีคุณภาพสูงที่แกลมเมอร์ รับรองเท่านั้น
 
6. การอัพเดทเทรนด์และความก้าวหน้าในวิชาชีพ 
 กิจกรรม (Activities) 
กิจกรรมใดๆ ที่แกลมเมอร์จัดขึ้น ผู้ซื้อสิทธิ์ย่อมจะได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าร่วมกิจกรรมในฐานะเป็นสาขาของแกลมเมอร์เป็นการเพิ่มภาพลักษณ์ และเพิ่มศักยภาพการทำงานของสไตลิสต์ และแกลมเมอร์จะจัดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ระหว่างกัน อีกทั้งกำหนดเทรนด์ผมประจำปี เพื่อ Update ให้สไตลิสต์ของแกลมเมอร์ทุกสาขาไม่ตกเทรนด์
 
 7. ความเป็นนานาชาติ
 การอบรมกับสถาบันต่างประเทศ (In’t Training)
แกลมเมอร์ คือ แหล่งศูนย์รวมแห่งความรู้ตลอดมายาวนาน แกลมเมอร์จะเชิญสไตลิสต์จากต่างประเทศมาให้ความรู้แก่ช่างผมไทยอยู่เสมอ ดังนั้นผู้ซื้อสิทธิ์ย่อมมีโอกาสได้เข้าร่วมอบรมอย่างใกล้ชิดและมีสิทธิ์พิเศษกว่าลูกค้าอื่นๆ ของแกลมเมอร์
  แฟรนไชส์สาขาเริ่มต้น 50 สาขา ค่าธรรมเนียมและค่าตอบแทนรายเดือนพร้อมสิ่งที่ผู้ซื้อสิทธิจะได้รับ
(Franchise Fee & Royalty Fee with Benefit)
1. แฟรนไชส์สำหรับซาลอนทั่วไป 1 สาขา (อายุสัญญา 5 ปี)
   Stand Alone Franchise Fee (5 years)
            ค่าธรรมเนียม 100,000 บาท ค่าตอบแทนรายเดือน 5% สิ่งที่ได้ คือ
            1.1 สิทธิเบื้องต้นของผู้ซื้อสิทธิ์
            1.2 อาณาเขตที่คลอบคลุมกว้าง 3 กิโลเมตร รอบด้าน
2. แฟรนไชส์สำหรับซาลอนบนห้างสรรพสินค้า(อายุสัญญา 5 ปี) 
   Modern Trade Franchise Fee (5 years)
            ค่าธรรมเนียม 150,000  ค่าตอบแทนรายเดือน 5% สิ่งที่ได้คือ
            2.1 สิทธิเบื้องต้นของผู้ซื้อสิทธิ์
            2.2 อาณาเขตที่คลอบคลุมกว้าง 3 กิโลเมตร รอบด้าน
3. แฟรนไชส์ประจำจังหวัด (อายุ 10 ปี)  Master Province Franchise ( 10 years)
ค่าธรรเนียม 200,000 สำหรับสาขาแรกและ 25,000 สำหรับสาขาต่อๆไปในจังหวัด ค่าตอบแทนรายเดือน 3% สิ่งที่ได้ คือ
            3.1 สิทธิเบื้องต้นของผู้ซื้อสิทธิ์
            3.2 อาณาเขตคลอบคลุม 1 จังหวัด
3.3 สามารถเปิดสาขาในอาณาเขตของตนภายใต้การควบคุม ของบริษัทแม่ (Franchiser) ไม่จำกัด แต่ต้องมีระยะห่างกัน 3 กิโลเมตรทุกด้าน
 
4. แฟรนไชส์โรงเรียน (อายุ 20 ปี) Education Province Franchise (20 years)
ค่าธรรมเนียม 300,000 สำหรับโรงเรียนและ 25,000 สำหรับสาขาต่อๆไปในจังหวัด ค่าตอบแทนรายเดือน 3% และค่าประกาศนียบัตรหลักสูตรยาว 1,500 บาท ระยะสั้น 900 บาท สิ่งที่ได้ คือ
4.1 สิทธิเบื้องต้นของผู้ซื้อสิทธิ์
4.2 อาณาเขตคลอบคลุม 1 จังหวัด
4.3 เปิดสาขาแรกเป็นโรงเรียนและขยายสาขา
ซาลอนได้ทั่วทั้งจังหวัด แต่ต้องมีระยะห่างกัน 3 กิโลเมตรรอบด้าน

ขั้นตอนและวิธีการสมัครเข้าร่วมธุรกิจ 

 GLAMMER FRANCHISE
1. กรอกใบแสดงเจตจำนงเข้าร่วมธุรกิจ FRANCHISE ส่งบริษัทฯ2. ทำรายงานประวัติของผู้สมัคร รวมทั้งรายงานความเป็นไปได้ของโครงการของ  SALON ของผู้สมัครว่ามีทำเลที่ใด ลักษณะอาคาร ทีมงาน ลูกค้าเป้าหมาย การตลาด เป็นต้น ส่งบริษัทฯ
3. เจ้าหน้าที่บริษัทฯ ออกตรวจพื้นที่ ถ่ายภาพ และพิจารณารายงานต่างๆ
4. เมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว เจ้าหน้าที่จะนัดประชุมผู้แสดงเจตจำนง ประชุมร่วมกับทีมงานของบริษัทฯ  
5. พิจารณาแบบ ปรับแบบให้เข้ากับสถานที่จริง
6. ทำสัญญา FRANCHISE ระหว่างผู้แสดงเจตจำนง กับ บริษัทฯ
7. นำช่างเข้าตกแต่งร้าน ตามแบบตามข้อ 5. 
8. ประชุมกับฝ่ายการตลาด เตรียมการโฆษณาประชาสัมพันธ์และจัดงานเปิดตัว

  เงินทุน (ระดับ 600,000 บาท)

 ค่าวางมัดจำและค่าเช่าล่วงหน้าอาคาร                            50,000 บาท
ค่าตกแต่งอาคาร                                                         300,000 บาทเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์                                                 50,000 บาท
ค่าธรรมเนียม FRANCHISE FEE                                100,000 บาท
ค่าผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในร้านและขาย                            50,000 บาท
ค่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์                                                 50,000 บาท

อายุสัญญา (FRANCHISING PERIOD) 5 ปี
LOYALTY FEE    5 % 

งบประมาณค่าใช้จ่าย 
ค่าเช่า                                                                  15,000 บาท
ค่าไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์                                    10,000 บาท
แคชเชียร์                                                                8,000  บาท          
เงินเดือน Stylist 2 ท่าน                                      20,000 บาท         
เงินเดือนช่างสระไดร์                                                8,000 บาท
ผลิตภัณฑ์ ใช้ในร้าน                                               5,000 บาท
ค่าคอมมิชชั่น                                                        15,000 บาท
ค่าแมกกาซีนและเบ็ดเตล็ด                                      1,000 บาท
ประกันสังคม                                                           2,000 บาท
รวมค่าใช้จ่าย                                84,000 บาท
 
ความเป็นไปได้ของผลประกอบการ

 รายได้จากการตัดซอย ของ Stylist 2 ท่าน ท่านละ 3 ศีรษะ 1,800 บาท
รายได้จากการสระไดร์ ของช่างสระไดร์ 2 ท่าน ท่านละ 3 ศีรษะ 900 บาท
รายได้จากการทำเคมี วันละ 2 ศีรษะ 3,000 บาท
รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ (จาก 30%) 600 บาท

                        รวมรายได้ทั้งสิ้นต่อวัน 8,600 บาท
                        รวมต่อเดือน 189,000 บาท
                        จ่ายค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ 5% 9,450 บาท
 รวมรายได้คงเหลือ 179,550 บาท
หักค่าใช้จ่าย 84,000 บาท
เหลือกำไรเบื้องต้น 95,550 บาท
กำไรต่อปี 1,146,600 บาท

ด้านหน้าของร้าน

ด้านหน้าข้างในร้าน

ด้านในร้านมุมทานกาแฟ

ด้านในร้านส่วนหน้าและโดยรวม

ด้านในส่วนหลัง เตียงสระผม และมุมนั่งพักของพนักงาน 

ภาพรวมเมื่อได้รับการตกแต่งแล้ว ล้วนแล้วแต่ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก โดยอาจจะไม่มีมุมกาแฟก็ได้